มนุษย์ทุกคนใช้ตัวตนปลอมๆโดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา ดุจหุ่นยนต์ที่โต้ตอบสิ่งต่างๆอัตโนมัติตามที่ถูกโปรแกรมไว้(อุปาทานขันธ์ 5) เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถูกกระทบแล้ว ไม่รู้ทันความรู้สึกและความนึกคิดเพราะไม่ได้ฝึกสติ เป็นที่มาของตัวตนปลอมๆ 1. ด้วยยึดมั่นในตรรกเหตุผลของตนมากไป 2. ด้วยความชอบหรือไม่ชอบทำให้เกิดอคติ คำพูดและการกระทำจึงขาดปัญญา การฉุกคิดได้เมื่อมีฟีดแบ็คกลับมาก็ยังดี แต่ส่วนใหญ่จะโต้กลับด้วยทิฏฐิ เพราะคนที่ตำหนิก็ขาดสติ ขาดปัญญา ดูได้จากความคิดเห็นในโซเชี่ยลที่ไม่มีใจเป็นกลาง 1. ใช้ความคิดปลอมๆตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว 2. ใช้ความรู้สึกปลอมๆมากกว่าข้อเท็จจริง พระพุทธเจ้าสอนเรื่องขันธ์ 5 เพื่อให้เราเห็นว่ามันคือโปรแกรมความเป็นมนุษย์ปุถุชน เราจึงยึดมั่นถือมั่นตัวตนปลอมๆ ดังนั้นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเหมือนภาพลวงตา มายาลวงใจ 1. มันทำให้เรารู้สึกและนึกคิดไปด้วยความปรุงแต่ง 2. มันปิดบังการเห็นความจริงอันไม่แบ่งแยกเป็นสอง เมื่อนักวิชาการที่หาตัวเองเจอ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เกิดมาเพื่ออะไร จึงมีความลื่นไหลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ในเรื่องที่ตนถนัด 1. เป็นผู้เข้าถึงความจริงพ้นจากตรรกะ เห็นปรากฏการณ์ต่างๆมีหลายมิติ ด้วยมีปัญญาญาณ (intuition) 2. มีปรีชาญาณ (intellect) ในการ แจกแจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย และถ่ายทอดความคิดที่เหนือความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ ก่อนที่จะทำลายตัวตนปลอมๆด้วยการใช้สติเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจตนเองได้นั้น สิ่งแรกที่นักวิชาการควรให้ความสำคัญคือ การมีศีลห้าอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง จนละวางความเห็นแก่ตัวได้ จึงไม่ได้ทำความดีโดยหวังได้อะไรตอบแทน #เพราะคนเห็นแก่ตัว มันหน้ามืดตามัว รักตัวตนปลอมๆยิ่งกว่าสิ่งใด (สักกายทิฏฐิ)
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
มนุษย์ทุกคนใช้ตัวตนปลอมๆโดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา ดุจหุ่นยนต์ที่โต้ตอบสิ่งต่างๆอัตโนมัติตามที่ถูกโปรแกรมไว้(อุปาทานขันธ์ 5)
ตอบลบเมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถูกกระทบแล้ว ไม่รู้ทันความรู้สึกและความนึกคิดเพราะไม่ได้ฝึกสติ เป็นที่มาของตัวตนปลอมๆ
1. ด้วยยึดมั่นในตรรกเหตุผลของตนมากไป
2. ด้วยความชอบหรือไม่ชอบทำให้เกิดอคติ
คำพูดและการกระทำจึงขาดปัญญา การฉุกคิดได้เมื่อมีฟีดแบ็คกลับมาก็ยังดี แต่ส่วนใหญ่จะโต้กลับด้วยทิฏฐิ เพราะคนที่ตำหนิก็ขาดสติ ขาดปัญญา ดูได้จากความคิดเห็นในโซเชี่ยลที่ไม่มีใจเป็นกลาง
1. ใช้ความคิดปลอมๆตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว
2. ใช้ความรู้สึกปลอมๆมากกว่าข้อเท็จจริง
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องขันธ์ 5 เพื่อให้เราเห็นว่ามันคือโปรแกรมความเป็นมนุษย์ปุถุชน เราจึงยึดมั่นถือมั่นตัวตนปลอมๆ ดังนั้นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นเหมือนภาพลวงตา มายาลวงใจ
1. มันทำให้เรารู้สึกและนึกคิดไปด้วยความปรุงแต่ง
2. มันปิดบังการเห็นความจริงอันไม่แบ่งแยกเป็นสอง
เมื่อนักวิชาการที่หาตัวเองเจอ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เกิดมาเพื่ออะไร จึงมีความลื่นไหลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ในเรื่องที่ตนถนัด
1. เป็นผู้เข้าถึงความจริงพ้นจากตรรกะ เห็นปรากฏการณ์ต่างๆมีหลายมิติ ด้วยมีปัญญาญาณ (intuition)
2. มีปรีชาญาณ (intellect) ในการ แจกแจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย และถ่ายทอดความคิดที่เหนือความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ
ก่อนที่จะทำลายตัวตนปลอมๆด้วยการใช้สติเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจตนเองได้นั้น สิ่งแรกที่นักวิชาการควรให้ความสำคัญคือ การมีศีลห้าอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง จนละวางความเห็นแก่ตัวได้ จึงไม่ได้ทำความดีโดยหวังได้อะไรตอบแทน #เพราะคนเห็นแก่ตัว มันหน้ามืดตามัว รักตัวตนปลอมๆยิ่งกว่าสิ่งใด (สักกายทิฏฐิ)