ภาวนาที่หลวงพ่อว่าดีๆ เป็นสภาวะที่สติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติ ก่อนที่มันจะอัตโนมัติได้ก็ต้องฝึก ฝึกพัฒนาสติด้วยการเจริญสติปัฏฐาน มีเครื่องอยู่ คือวิหารธรรมอันใดอันหนึ่ง เหมือนมีบ้าน มีบ้านให้จิตอยู่ แล้วเราก็คอยรู้ คอยระลึกหลวงพ่อพุธท่านใช้คำหนึ่งว่า มีเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ฉะนั้นเรามีวิหารธรรมไว้สักอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า แล้วเวลามันมีอะไรเปลี่ยนแปลง แปลกปลอมขึ้นในวิหารธรรม มีสติรู้ทันมัน ฉะนั้นจิตต้องมีเครื่องอยู่ เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ หลวงพ่อพุธพูดเรื่อยๆ หลวงพ่อพุธท่านเป็นพระค่อนข้างออกมาทางปัญญาชนหน่อย จะแตกต่างกับครูบาอาจารย์สายวัดป่าอื่นๆ คือท่านสอนคนในเมืองได้ สอนพวกปัญญาชนได้ ภาษาท่านไม่เหมือนภาษาครูบาอาจารย์รุ่นเก่าฉะนั้นพวกเราก็ต้องมีอารมณ์อันใดอันหนึ่งเป็นเครื่องอยู่ประจำของจิต ให้อยู่กับลมหายใจ อยู่กับพุทโธอะไรก็ได้ แล้วเวลาจิตมันหนีไปจากอารมณ์อันนั้น หนีไปจากเครื่องอยู่ เราก็มีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันทิ้งเครื่องอยู่ไปแล้ว หนีไปเที่ยวแล้ว ถ้าฝึกอย่างนี้บ่อยๆ สติจะเกิดเอง ไม่ได้เจตนาที่จะระลึกว่าตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ มันระลึกได้เอง ไม่ได้เจตนาจะให้จิตตั้งมั่น มันตั้งมั่นได้เอง ฉะนั้นเวลาที่เราเจริญสติปัฏฐาน มีเครื่องอยู่ไป เช่น หายใจไป หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก พอจิตมันหนีไป รู้ทัน สติเป็นตัวรู้ หนีปุ๊บก็รู้ๆ ต่อไปสติจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วทันทีที่สติมันรู้ว่าจิตมันหนีไปจากเครื่องอยู่ จิตมันก็กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้ รู้เครื่องอยู่ของเราต่อไปตรงที่จิตมันสงบอยู่ในเครื่องอยู่ของมัน อยู่ในบ้าน ตรงนั้นเราได้สมาธิชนิดสงบ ตรงที่จิตมันหนีไปแล้วสติระลึกรู้ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา หลุดออกจากโลกของความหลง มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว ตรงนี้จิตผู้รู้มันจะเกิด ฉะนั้นอยู่กับเครื่องอยู่เรื่อยๆ ไป อย่างต่ำที่สุดจะได้สมาธิชนิดสงบ แล้วพอจิตหนีแล้วรู้ๆ ต่อไปก็จะหนีปุ๊บรู้ปั๊บ สติอัตโนมัติมันเกิด แล้วตรงสติอัตโนมัติเกิด สมาธิชนิดตั้งมั่นมันก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติค่อยๆ ฝึกจนสติ สมาธิ ปัญญา มันเป็นอัตโนมัติไปหมด ถึงตรงนี้ไม่ได้มีความจงใจที่จะปฏิบัติ ไม่มีโลภเจตนา
เริ่มต้นก็มีเจตนาที่จะปฏิบัติไปก่อน แล้วต่อมาก็รู้ทันจิตมันมีเจตนา เจตนามันก็ดับ จิตมันก็ทำงานอัตโนมัติ ตรงนี้ล่ะที่มันจะก้าวหน้า แต่สภาวะนี้เกิดยาก ตรงที่สติ สมาธิ ปัญญา อัตโนมัติมียากอาศัยการสั่งสมของเรายาวนาน ทำสติปัฏฐานไป ถนัดใช้กายเป็นวิหารธรรม ใช้กายเป็นเครื่องอยู่ก็เอากาย ถนัดใช้เวทนาก็เอาเวทนา ถนัดใช้จิตตสังขารก็เอาจิตตสังขารไป เอาสิ่งที่เราถนัด ที่เราทำได้จริง เวลาภาวนา อารมณ์กรรมฐานที่จะทำวิปัสสนาเป็นอารมณ์รูปนาม รูปนามก็แยกออกไปได้เป็นขันธ์ 5 ก็ได้ อายตนะ 6 ก็ได้ ธาตุ 18 ก็ได้ อินทรีย์ 22 ก็ได้ แล้วแต่จะแยก แยกละเอียด แยกหยาบ แยกเบสิกเลย แยกเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เหมาะกับพวกดูจิต เหมาะกับพวกดูนามธรรม ถ้าแยกเป็นอายตนะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นรูปธรรม ใจเป็นนามธรรม อันนี้เหมาะกับพวกถนัดดูรูปธรรม ธรรมะมีหลากหลาย บางคนต้องการความรู้เยอะๆ ก็แบ่งรูปนามออกไปเป็นธาตุ 18 มีรูปจำนวนมาก มีนามจำนวนมาก หรืออินทรีย์ 22 อินทรีย์ 22 ส่วนใหญ่มันจะเป็นนามธรรม เราภาวนาไปเรื่อยๆ เราจะเห็น เห็นเองล่ะ ไม่ต้องไปห่วงมันหรอกเบื้องต้นเราดูขันธ์ 5 ก่อน ส่วนที่เป็นรูป รูปขันธ์คือร่างกายนี้ล่ะ ร่างกายนี้ประกอบด้วยก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก แล้วจิตอาศัยเครื่องมือคือร่างกายนี้เป็นเครื่องไปเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ตรงตัวที่เชื่อมต่อเรียกว่าอายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นเครื่องเชื่อมต่อ ไปรู้รูปธรรม ใจเป็นเครื่องเชื่อมต่อไปรู้นามธรรม จิตมันอาศัยเครื่องมือเหล่านี้ไปรู้โลกข้างนอก รูป เรารู้ด้วยตา ตาก็เป็นรูปธรรม เสียง รู้ด้วยหู หูเป็นรูปธรรม เสียงก็เป็นรูปธรรมภาวนาไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจิตมันก็เห็นความจริงของรูป รูปนี้มันไม่ใช่ตัวเรา การเห็นรูปว่าไม่ใช่ตัวเราเป็นของง่าย ง่ายมาก พระพุทธเจ้าท่านบอก ปุถุชนที่ไม่ได้สดับ คือคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่เคยเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้าเลย สามารถเห็นได้ว่ารูปธรรมไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เพราะมันเห็นคนโน้นก็แก่ คนนี้ก็เจ็บ คนนี้ก็ตาย เราก็แก่ เราก็เจ็บ อีกหน่อยเราก็ตาย เราก็รู้ความจริงของรูปว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก ตัวนี้เห็นง่าย แต่เห็นตรงนี้มันยังไม่เป็นพระโสดาบันหรอก มันต้องเห็นขันธ์ 5 ทั้งหมด เป็นพระโสดาบันได้ ตัวที่เห็นยากก็คือตัวนามธรรม โดยเฉพาะตัวจิตใจ หรือตัววิญญาณนั่นเอง เห็นยากทำอย่างไรเราจะสามารถเห็นว่าตัวขันธ์ตัวที่ 5 คือตัววิญญาณ หรือตัวจิต จิต วิญญาณ กับใจนี้อันเดียวกัน เรียกหลายภาษา ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกจิต ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกว่าใจ ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกว่าวิญญาณ การที่เราจะเห็นความจริงของตัววิญญาณจนกระทั่งปล่อยวางมันได้ก็ยากหน่อย ตัวรูปเห็นได้ง่ายว่าไม่ใช่ตัวเรา ตัวจิตใจเห็นได้ยากว่าไม่ใช่ตัวเรา พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องเป็นสาวก เป็นพระสาวกของท่าน จริงๆ ก็คือต้องเป็นพระอริยสาวก ถึงจะเห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่ตัวเราหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชวัดสวนสันติธรรม6 กุมภาพันธ์ 2565
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
ภาวนาที่หลวงพ่อว่าดีๆ เป็นสภาวะที่สติ สมาธิ ปัญญา มันอัตโนมัติ ก่อนที่มันจะอัตโนมัติได้ก็ต้องฝึก ฝึกพัฒนาสติด้วยการเจริญสติปัฏฐาน มีเครื่องอยู่ คือวิหารธรรมอันใดอันหนึ่ง เหมือนมีบ้าน มีบ้านให้จิตอยู่ แล้วเราก็คอยรู้ คอยระลึก
ตอบลบหลวงพ่อพุธท่านใช้คำหนึ่งว่า มีเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ฉะนั้นเรามีวิหารธรรมไว้สักอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า แล้วเวลามันมีอะไรเปลี่ยนแปลง แปลกปลอมขึ้นในวิหารธรรม มีสติรู้ทันมัน ฉะนั้นจิตต้องมีเครื่องอยู่ เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ หลวงพ่อพุธพูดเรื่อยๆ หลวงพ่อพุธท่านเป็นพระค่อนข้างออกมาทางปัญญาชนหน่อย จะแตกต่างกับครูบาอาจารย์สายวัดป่าอื่นๆ คือท่านสอนคนในเมืองได้ สอนพวกปัญญาชนได้ ภาษาท่านไม่เหมือนภาษาครูบาอาจารย์รุ่นเก่า
ฉะนั้นพวกเราก็ต้องมีอารมณ์อันใดอันหนึ่งเป็นเครื่องอยู่ประจำของจิต ให้อยู่กับลมหายใจ อยู่กับพุทโธอะไรก็ได้ แล้วเวลาจิตมันหนีไปจากอารมณ์อันนั้น หนีไปจากเครื่องอยู่ เราก็มีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตมันทิ้งเครื่องอยู่ไปแล้ว หนีไปเที่ยวแล้ว ถ้าฝึกอย่างนี้บ่อยๆ สติจะเกิดเอง ไม่ได้เจตนาที่จะระลึกว่าตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ มันระลึกได้เอง ไม่ได้เจตนาจะให้จิตตั้งมั่น มันตั้งมั่นได้เอง ฉะนั้นเวลาที่เราเจริญสติปัฏฐาน มีเครื่องอยู่ไป เช่น หายใจไป หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก พอจิตมันหนีไป รู้ทัน สติเป็นตัวรู้ หนีปุ๊บก็รู้ๆ ต่อไปสติจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วทันทีที่สติมันรู้ว่าจิตมันหนีไปจากเครื่องอยู่ จิตมันก็กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้ รู้เครื่องอยู่ของเราต่อไป
ตรงที่จิตมันสงบอยู่ในเครื่องอยู่ของมัน อยู่ในบ้าน ตรงนั้นเราได้สมาธิชนิดสงบ ตรงที่จิตมันหนีไปแล้วสติระลึกรู้ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา หลุดออกจากโลกของความหลง มาอยู่ในโลกของความรู้สึกตัว ตรงนี้จิตผู้รู้มันจะเกิด ฉะนั้นอยู่กับเครื่องอยู่เรื่อยๆ ไป อย่างต่ำที่สุดจะได้สมาธิชนิดสงบ แล้วพอจิตหนีแล้วรู้ๆ ต่อไปก็จะหนีปุ๊บรู้ปั๊บ สติอัตโนมัติมันเกิด แล้วตรงสติอัตโนมัติเกิด สมาธิชนิดตั้งมั่นมันก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ค่อยๆ ฝึกจนสติ สมาธิ ปัญญา มันเป็นอัตโนมัติไปหมด ถึงตรงนี้ไม่ได้มีความจงใจที่จะปฏิบัติ ไม่มีโลภเจตนา
เริ่มต้นก็มีเจตนาที่จะปฏิบัติไปก่อน แล้วต่อมาก็รู้ทันจิตมันมีเจตนา เจตนามันก็ดับ จิตมันก็ทำงานอัตโนมัติ ตรงนี้ล่ะที่มันจะก้าวหน้า แต่สภาวะนี้เกิดยาก ตรงที่สติ สมาธิ ปัญญา อัตโนมัติมียาก
ตอบลบอาศัยการสั่งสมของเรายาวนาน ทำสติปัฏฐานไป ถนัดใช้กายเป็นวิหารธรรม ใช้กายเป็นเครื่องอยู่ก็เอากาย ถนัดใช้เวทนาก็เอาเวทนา ถนัดใช้จิตตสังขารก็เอาจิตตสังขารไป เอาสิ่งที่เราถนัด ที่เราทำได้จริง เวลาภาวนา อารมณ์กรรมฐานที่จะทำวิปัสสนาเป็นอารมณ์รูปนาม รูปนามก็แยกออกไปได้เป็นขันธ์ 5 ก็ได้ อายตนะ 6 ก็ได้ ธาตุ 18 ก็ได้ อินทรีย์ 22 ก็ได้ แล้วแต่จะแยก แยกละเอียด แยกหยาบ แยกเบสิกเลย แยกเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เหมาะกับพวกดูจิต เหมาะกับพวกดูนามธรรม ถ้าแยกเป็นอายตนะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นรูปธรรม ใจเป็นนามธรรม อันนี้เหมาะกับพวกถนัดดูรูปธรรม ธรรมะมีหลากหลาย บางคนต้องการความรู้เยอะๆ ก็แบ่งรูปนามออกไปเป็นธาตุ 18 มีรูปจำนวนมาก มีนามจำนวนมาก หรืออินทรีย์ 22 อินทรีย์ 22 ส่วนใหญ่มันจะเป็นนามธรรม เราภาวนาไปเรื่อยๆ เราจะเห็น เห็นเองล่ะ ไม่ต้องไปห่วงมันหรอก
เบื้องต้นเราดูขันธ์ 5 ก่อน ส่วนที่เป็นรูป รูปขันธ์คือร่างกายนี้ล่ะ ร่างกายนี้ประกอบด้วยก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก แล้วจิตอาศัยเครื่องมือคือร่างกายนี้เป็นเครื่องไปเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ตรงตัวที่เชื่อมต่อเรียกว่าอายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นเครื่องเชื่อมต่อ ไปรู้รูปธรรม ใจเป็นเครื่องเชื่อมต่อไปรู้นามธรรม จิตมันอาศัยเครื่องมือเหล่านี้ไปรู้โลกข้างนอก รูป เรารู้ด้วยตา ตาก็เป็นรูปธรรม เสียง รู้ด้วยหู หูเป็นรูปธรรม เสียงก็เป็นรูปธรรม
ภาวนาไปเรื่อยๆ วันหนึ่งจิตมันก็เห็นความจริงของรูป รูปนี้มันไม่ใช่ตัวเรา การเห็นรูปว่าไม่ใช่ตัวเราเป็นของง่าย ง่ายมาก พระพุทธเจ้าท่านบอก ปุถุชนที่ไม่ได้สดับ คือคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธ ไม่เคยเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้าเลย สามารถเห็นได้ว่ารูปธรรมไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เพราะมันเห็นคนโน้นก็แก่ คนนี้ก็เจ็บ คนนี้ก็ตาย เราก็แก่ เราก็เจ็บ อีกหน่อยเราก็ตาย เราก็รู้ความจริงของรูปว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก ตัวนี้เห็นง่าย แต่เห็นตรงนี้มันยังไม่เป็นพระโสดาบันหรอก มันต้องเห็นขันธ์ 5 ทั้งหมด เป็นพระโสดาบันได้ ตัวที่เห็นยากก็คือตัวนามธรรม โดยเฉพาะตัวจิตใจ หรือตัววิญญาณนั่นเอง เห็นยาก
ทำอย่างไรเราจะสามารถเห็นว่าตัวขันธ์ตัวที่ 5 คือตัววิญญาณ หรือตัวจิต จิต วิญญาณ กับใจนี้อันเดียวกัน เรียกหลายภาษา ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกจิต ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกว่าใจ ทำหน้าที่อย่างนี้เรียกว่าวิญญาณ การที่เราจะเห็นความจริงของตัววิญญาณจนกระทั่งปล่อยวางมันได้ก็ยากหน่อย ตัวรูปเห็นได้ง่ายว่าไม่ใช่ตัวเรา ตัวจิตใจเห็นได้ยากว่าไม่ใช่ตัวเรา พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องเป็นสาวก เป็นพระสาวกของท่าน จริงๆ ก็คือต้องเป็นพระอริยสาวก ถึงจะเห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
6 กุมภาพันธ์ 2565