ความอยากอยู่ในอายตนะทั้ง 6 ช่อง แต่ละช่องมี 3 รูปแบบ ก็รวมแล้ว 18 3 คูณ 6 เท่ากับ 18 ฉะนั้นความอยากก็ตัณหา มี 18 ตัวนี้ คอยรู้ลงไป มันเกิดขึ้นมาก็รู้ ไม่ใช่ห้ามมัน ห้ามมันไม่ได้ จิตเรายังมีอวิชชาอยู่ ยังไม่รู้ความจริงของชีวิต ของโลก มันก็ยังเกิดความอยากได้อยู่ พอเกิดแล้วมีสติรู้เข้าไป มันจะดับอัตโนมัติ ถ้าดูแล้วมันไม่ดับ ไปสังเกตให้ดีเถอะ มันอยากดับ มันมีความอยากซ้อนความอยากเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นสังเกตจิตไปเรื่อยๆ ความอยากนั้นจะดับชั่วคราว ขาดสติแล้วเดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ มันละได้ชั่วคราวภาวนาเรื่อยๆ ตามสังเกตของจริงไป จะรู้เลย ทุกอย่างเกิดแล้วดับหมดเลย จะอายตนะภายนอก เกิดแล้วก็ดับ อายตนะภายในเกิดแล้วก็ดับ จิตวิญญาณที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ถ้าอย่างนี้ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ มันจะละตัณหา แล้วมันละเด็ดขาด ละแล้วไม่เกิดอีก ละทีเดียวแล้วเลิกกันไปเลย ถ้ายังไม่เห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ก็ละด้วยสติ ด้วยสมาธิได้ชั่วคราว แต่เจริญปัญญาจะละได้เด็ดขาด พระพุทธเจ้าถึงสอน “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยศีล ไม่ใช่ด้วยสติ ด้วยสมาธิอะไรหรอก พวกนั้นมันละได้ชั่วคราว หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโชวัดสวนสันติธรรม10 เมษายน 2565
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น
ความอยากอยู่ในอายตนะทั้ง 6 ช่อง แต่ละช่องมี 3 รูปแบบ ก็รวมแล้ว 18 3 คูณ 6 เท่ากับ 18 ฉะนั้นความอยากก็ตัณหา มี 18 ตัวนี้ คอยรู้ลงไป มันเกิดขึ้นมาก็รู้ ไม่ใช่ห้ามมัน ห้ามมันไม่ได้ จิตเรายังมีอวิชชาอยู่ ยังไม่รู้ความจริงของชีวิต ของโลก มันก็ยังเกิดความอยากได้อยู่ พอเกิดแล้วมีสติรู้เข้าไป มันจะดับอัตโนมัติ ถ้าดูแล้วมันไม่ดับ ไปสังเกตให้ดีเถอะ มันอยากดับ มันมีความอยากซ้อนความอยากเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นสังเกตจิตไปเรื่อยๆ ความอยากนั้นจะดับชั่วคราว ขาดสติแล้วเดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ มันละได้ชั่วคราว
ตอบลบภาวนาเรื่อยๆ ตามสังเกตของจริงไป จะรู้เลย ทุกอย่างเกิดแล้วดับหมดเลย จะอายตนะภายนอก เกิดแล้วก็ดับ อายตนะภายในเกิดแล้วก็ดับ จิตวิญญาณที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดแล้วก็ดับ ไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว ถ้าอย่างนี้ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ มันจะละตัณหา แล้วมันละเด็ดขาด ละแล้วไม่เกิดอีก ละทีเดียวแล้วเลิกกันไปเลย ถ้ายังไม่เห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ก็ละด้วยสติ ด้วยสมาธิได้ชั่วคราว แต่เจริญปัญญาจะละได้เด็ดขาด พระพุทธเจ้าถึงสอน “บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา” ไม่ใช่ด้วยศีล ไม่ใช่ด้วยสติ ด้วยสมาธิอะไรหรอก พวกนั้นมันละได้ชั่วคราว
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
10 เมษายน 2565